จากเรื่องจริงของ 'อาจารย์สกล' โค้ชหนึ่งคนกับรถหนึ่งคัน สู่ภาพยนตร์ "เดอะโค้ช รถขนฝัน" 8 ต.ค.นี้ ทุกโรงภาพยนตร์

Last updated: 4 ก.ย. 2569  | 

จากเรื่องจริงของ 'อาจารย์สกล' โค้ชหนึ่งคนกับรถหนึ่งคัน สู่ภาพยนตร์ "เดอะโค้ช รถขนฝัน" 8 ต.ค.นี้ ทุกโรงภาพยนตร์

         “เดอะโค้ช รถขนฝัน” ( THE COACH OF DREAMS) เป็นเรื่องจริงของโค้ชหนึ่งคน รถหนึ่งคัน ที่เคยสร้างทีมนักเตะเยาวชนจนกลายเป็นปรากฏการณ์สะเทือนวงการกีฬาของประเทศไทย ถูก เจ๊ใหญ่ มีเดียเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (JAEYAI MEDIA ENTERTAINMENT CO., LTD.) นำมาถ่ายทอดเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มสู่ภาพยนตร์ และได้ ผู้กำกับฯ มากฝีมืออย่าง สำรวย รักชาติ นั่งแท่นกำกับการแสดง เป็นภาพยนตร์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกครอบครัว

          “เดอะโค้ช รถขนฝัน” สร้างจากเรื่องราวชีวิตจริงส่วนหนึ่งของ อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ที่ไม่เพียงแค่ปั้นเหล่าก้อนดินให้กลายเป็นดาวเตะแห่งวงการฟุตบอลขาสั้น แต่ยังมอบโอกาส สร้างชีวิต และพาเหล่านักเตะเยาวชนฝ่าฟันทุกอุปสรรคเพื่อเดินทางสู่ความฝันของพวกเขา

          โดย อาจารย์สกล เผยถึงจุดกำเนิดของ “รถขนฝัน” ว่า... “ตอนแข่งขันบอล 7 สี มีคนไปถ่ายรูปรถสองแถวของเราที่ใช้เป็นประจำ เป็นภาพรถสองแถวคันเล็กๆ ที่จอดอยู่ท่ามกลางรถบัสคันใหญ่สองชั้นของโรงเรียนดังๆ หลังจากนั้นช่างภาพก็ไปถ่ายอีก แล้วเปรียบเทียบกันโน่นนี่และตั้งชื่อรถเราว่า “รถขนฝัน”... หลายคนก็ถามว่าทำไมเราไม่ใช้รถตู้ เราก็บอกว่ารถตู้มันมาได้ไม่กี่คน ก็ไม่เคยคิดเลยว่ารถสองแถวคันนี้จะกลายเป็นกระแสขึ้นมาได้ คิดแค่เพียงทำยังไงพาเด็กไปแข่งให้ได้ก่อน และความที่หนังเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของชีวิตอาจารย์ จึงเสนอชื่อเรื่อง ”เดอะโค้ช รถขนฝัน” ไป ซึ่งทุกคนเห็นชอบจึงเลือกชื่อนี้ พร้อมๆ กับการใช้ชื่อทีมฟุตบอลในหนังเป็นชื่อผลไม้ที่กินง่าย ดูน่ารัก ราคาไม่แพง ใครๆ ก็กินได้ ชื่อทีมในหนังจึงเป็น 'ทีมแตงโม'"

          เมื่อพูดถึงเด็กๆ เห็นว่าต่างเรียกอาจารย์ว่า "พ่อ" ในเรื่องนี้อาจารย์เผยเหตุผลว่า "ความที่เราไม่เคยทำอะไรที่มันไม่ดี ไม่เคยพูดโกหก ไม่เคยเอาเปรียบ ตลอดเวลาเราจะอยู่กับเขาตลอด และความที่เด็กในทีมส่วนมากจะไม่มีพ่อ มีแต่แม่ เราก็จะบอกว่า อาจารย์เป็น"พ่อ" นะ จะทำอะไรก็แล้วแต่มาปรึกษาได้ เวลาเขามีปัญหาก็จะวิ่งมาหาได้เลย เพราะเราก็อยู่กับเขาตลอด แต่ก็ยอมรับว่าว่าเป็นโค้ชที่เฮี้ยบนะ ถ้าผิดก็ลงโทษ แต่เด็กไม่เกลียด”

           แล้วการที่เด็กๆ จากนักฟุตบอลมาเป็นนักแสดง ในสายตาอาจารย์เป็นไงบ้าง " เราก็มองว่ามันเป็นงานนอกเวลา เป็นเกม อยากให้เขาได้กล้าแสดงออกและโชคจะเป็นของคนที่กล้าเสมอ แล้วทำให้เด็กๆ ได้สตางค์ด้วย ซึ่งเราก็ทำให้เขาดูเป็นตัวอย่าง เมื่อเวลาเขาให้แสดงเราก็แสดงตามที่ผู้กำกับบอก เมื่อเด็กๆ เห็นเขาก็จะเลียนแบบเรา"

           พูดถึงการแสดงคิดว่าการแสดงยากหรือไม่ "ถามว่ายากมั้ย เราก็ไม่ใช่นักแสดงนะ มันก็ไม่ง่ายเท่าไหร่ แต่เมื่อตกลงจะเล่นแล้วก็เป็นคนที่ต้องทำให้ได้ และต้องเต็มที่ ซึ่งในเรื่องนี้มีทั้งบทเศร้าโศก อารมณ์ขัน อารมณ์ดีใจ เราต้องแสดงทุกอารมณ์โดยเฉพาะบทเศร้าก็ถึงกับต้องร้องไห้น้ำตาไหลพราก เราก็ต้องแสดงมันไม่ใช่มาเล่นๆ เพราะเป็นเรื่องชีวิตจริงที่ตอนนั้นรันทดมาก เมื่อเจอคำสั่งย้าย 24 ชั่วโมงเพราะไปขัดคำสั่งผู้บริหาร ก็เลยต้องออกจากบ้านพักครู ขนของใส่รถกระบะคันเก่าๆ ไปพร้อมกับลูกเมีย โดยยังไม่รู้จะไปทำงานที่ไหน จากวันนั้นก็ดั้นด้นมาตลอดจนถึงวันนี้ ซึ่งในหนังจะมีเล่าถึงประเด็นนี้ ตอนแสดงเมื่อนึกถึงภาพอดีตก็ทำให้ร้องไห้ออกมาเองเลย เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเรานะ”

          สำหรับความคาดหวังในความสำเร็จ รายได้ของหนังเรื่องนี้ “อาจารย์มองว่าน่าจะออกมาได้ดี เพราะเรื่องนี้อาจารย์สกลแสดงเต็มๆ แล้วบทเป็นตัวเอง ขนาดเรื่องปอปดิ๊บดิบ เราแสดงแค่ 5 วินาที ยังทำรายได้ 10 กว่าล้าน แล้วหนังเรื่องนี้มันเป็นกระแสความรู้สึกของคนดูเขาก็อยากรู้ว่ามันจะจบแบบไหน ชีวิตของอาจารย์สกล จะเป็นยังไง กว่าจะมาเป็น...โค้ชรถขนฝัน... มันยุ่งยากขนาดไหน ผ่านอุปสรรคอะไรมาบ้างใน ชีวิตของเหล่าเด็กๆ กว่าจะมีวันนี้มันต้องแลกด้วยอะไรในหนังเรื่องนี้มีคำตอบที่อยากให้แฟนๆ มาชมกันครับ”

         “เดอะโค้ช รถขนฝัน” (THE COACH OF DREAMS) พร้อมแล้วที่จะพาผู้ชมขับเคลื่อนไปชม ร่วมส่งกำลังใจ และลุ้นว่าความฝันของพวกเขาจะสำเร็จเป็นจริงได้หรือไม่ 8 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

#เดอะโค้ชรถขนฝัน #Thecoachofdreams #เจ๊ใหญ่สั่งลุย #แตงโมยูไนเต็ด #หมอนทอง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้