ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก! Shakira และ Burna Boy ปล่อยเพลง "Dai Dai" เพลงประจำการแข่งขัน FIFA World Cup 2026 พร้อมโชว์ Halftime นัดชิงฯ

Last updated: 16 พ.ค. 2569  | 

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก! Shakira และ Burna Boy ปล่อยเพลง "Dai Dai" เพลงประจำการแข่งขัน FIFA World Cup 2026 พร้อมโชว์ Halftime นัดชิงฯ

Photo Credit: Nico G

           Shakira ศิลปินเจ้าของรางวัล GRAMMY® และ Latin GRAMMY® ร่วมกับ Burna Boy ปล่อยเพลงใหม่ “Dai Dai” เพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA World Cup 2026 ภายใต้สังกัด Sony Music Latin

          นอกจากนี้ Shakira เตรียมร่วมเป็นเฮดไลเนอร์โชว์พักครึ่งนัดชิงชนะเลิศ FIFA World Cup 2026 ในวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ร่วมกับ Madonna และ BTS โดยถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่นัดชิงฯ จะมีการแสดง Halftime Show ที่รวมศิลปินระดับโลก เพื่อสนับสนุนกองทุน FIFA Global Citizen Education Fund

         ตามประกาศในงาน Global Citizen NOW ที่นครนิวยอร์ก เพลง “Dai Dai” จะเป็นเพลงทางการของกองทุน FIFA Global Citizen Education Fund ซึ่งมีเป้าหมายระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในช่วงจบฟุตบอลโลก 2026 เพื่อนำไปสนับสนุนการศึกษาและการเข้าถึงกีฬาสำหรับเด็กทั่วโลก

          โดย Shakira ร่วมมือกับ Global Citizen และ FIFA เพื่อช่วยขยายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กในชุมชนที่ขาดแคลน โดยรายได้ค่าลิขสิทธิ์ของเพลง “Dai Dai” จะถูกบริจาคเข้าสู่กองทุนดังกล่าว ขณะที่ Sony Music จะสมทบทุน 250,000 ดอลลาร์แรกที่ระดมได้ นอกจากนี้ Shakira ยังบริจาค 1 ดอลลาร์จากทุกบัตรคอนเสิร์ตทัวร์ “Las Mujeres Ya No Lloran” ให้กับกองทุนการศึกษานี้อีกด้วย

         Burna Boy กล่าวว่า “ฟุตบอลโลกคือหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่คนทั้งโลกได้สัมผัสร่วมกัน ฟุตบอลและดนตรีพูดภาษาเดียวกัน มันเชื่อมผู้คนเข้าหากันไม่ว่าคุณจะมาจากไหน และการได้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลานี้ผ่านเสียงดนตรีมีความหมายกับผมมาก”

         และในช่วงซัมเมอร์นี้ Shakira เตรียมออกทัวร์คอนเสิร์ตพิเศษที่มีโชว์จำนวนจำกัดในสหรัฐอเมริกา ภายใต้เวิลด์ทัวร์สุดประสบความสำเร็จ “Las Mujeres Ya No Lloran World Tour” เปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้สัมผัสโปรดักชันสุดตระการตาอย่างใกล้ชิดในรูปแบบอารีน่าที่มีความเป็นกันเองมากยิ่งขึ้น โดยบัตรเข้าชมเปิดจำหน่ายผ่าน Shakira Official Website

         นอกจากนี้ ในเดือนตุลาคม Shakira จะขึ้นแสดงเรสซิเดนซีคอนเสิร์ตสเตเดียมที่มาดริด จำนวน 11 รอบติดต่อกัน พร้อมสร้างสนามเฉพาะกิจในชื่อ “Shakira Stadium” สำหรับโชว์ครั้งนี้โดยเฉพาะ ซึ่งล่าสุดมียอดจำหน่ายบัตรแล้วมากกว่า 500,000 ที่นั่ง

         เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Shakira สร้างความประทับใจให้แฟนเพลงกว่า 2 ล้านคนบนชายหาดโคปาคาบานา ในคอนเสิร์ต “Todo Mundo No Rio” ประจำปี โดยนับเป็นการกลับมาแสดงที่บราซิลอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นประเทศที่เธอเริ่มต้นเส้นทางทัวร์คอนเสิร์ตระดับนานาชาติเป็นครั้งแรก

         ตลอดโชว์ Shakira สื่อสารกับแฟนๆ เป็นภาษาโปรตุเกส พร้อมขนเพลงฮิตมาร้องแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น Hips Don't Lie, La Tortura และ La Bicicleta

          โชว์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ยังเป็นการสะท้อนวัฒนธรรมบราซิล ผ่านการปรากฏตัวของแขกรับเชิญมากมาย อาทิ Anitta ที่ร่วมเปิดตัวเพลงใหม่ “Choka Choka”, Caetano Veloso ในเพลง “O Leãozinho”, Maria Bethânia และ Unidos da Tijuca ในเพลง “O Que É, O Que É”, กลุ่มนักเต้น Mare Dance ในการแสดง “Waka Waka”, รวมถึง Ivete Sangalo ในเพลง “País Tropical”

          “Todo Mundo No Rio” ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “คอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ถือเป็นอีเวนต์สำคัญของรีโอเดจาเนโร ที่เฉลิมฉลองดนตรี วัฒนธรรม และชุมชน โดยเปิดให้เข้าชมฟรีทั้งหมด งานครั้งนี้ทำลายสถิติด้วยจำนวนผู้เข้าชมมากกว่า 2 ล้านคน กลายเป็นหนึ่งในคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมมากที่สุดตลอดกาล

          นอกจากนี้ การแสดงของ Shakira ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาลให้กับเมือง โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 800 ล้าน และทำให้ยอดการจองการเดินทางเพิ่มขึ้นถึง 123%

          ล่าสุด Zara Larsson ได้ชวน Shakira มาร่วมงานในเพลง “Eurosummer” ซึ่งอยู่ในอัลบั้มเวอร์ชันดีลักซ์ “Midnight Sun: Girls Trip”

         ขณะเดียวกัน Billboard ยังยกให้ Shakira เป็นเจ้าของ “ทัวร์ศิลปินฮิสแปนิก ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล” จากเวิลด์ทัวร์ “Las Mujeres Ya No Lloran World Tour” ซึ่งทำรายได้รวมถึง 421.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการแสดงสเตเดียม 82 รอบทั่วสหรัฐฯ และลาตินอเมริกา พร้อมยอดผู้ชมกว่า 3.3 ล้านคน

         สำหรับ Burna Boy ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญบนเวทีโลกในเส้นทางอาชีพที่เชื่อมโยงดนตรี กีฬา และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างโดดเด่น

         เขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะหนึ่งในศิลปินแอฟริกันที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุค ด้วยเอกลักษณ์การแสดงสดอันทรงพลัง การผสมผสานแนวดนตรีที่หลากหลาย และบทบาทสำคัญในการผลักดันเสียงดนตรีและวัฒนธรรมแอฟริกันสู่เวทีสากล

          จากการขึ้นแสดงในอารีนาและสเตเดียมระดับโลก ไปจนถึงการปรากฏตัวบนเวทีสำคัญอย่าง NBA All-Star Game รวมถึงความร่วมมือที่เชื่อมโลกของดนตรีและกีฬาอย่างต่อเนื่อง Burna Boy ยังคงนิยามภาพใหม่ของศิลปินแอฟริกันในระดับโลกอย่างไม่หยุดนิ่ง

          ปัจจุบันเขากำลังเดินหน้าทัวร์นานาชาติครั้งสำคัญ ซึ่งยิ่งตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะหนึ่งในศิลปินแสดงสดและกระบอกเสียงทางวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกในยุคปัจจุบัน


ฟังเพลงได้ ที่นี่
https://shakirath.lnk.to/DaiDaiPR



เกี่ยวกับ Shakira


         Shakira คือศิลปินนักร้อง-นักแต่งเพลงชาวโคลอมเบีย และเจ้าของรางวัล GRAMMY® หลายสมัย เธอมียอดขายผลงานมากกว่า 95 ล้านชุดทั่วโลก และคว้ารางวัลมากมาย อาทิ 4 รางวัล GRAMMY®, 15 รางวัล Latin GRAMMY® รวมถึง World Music Awards, American Music Awards และ Billboard Music Awards อีกหลายสาขา

         นอกจากนี้ Shakira คือ ศิลปินหญิงละตินที่มียอดรับชมสูงที่สุดบน YouTube และยังติดอันดับ 1 ใน 10 ศิลปินที่มียอดรับชมสูงสุดตลอดกาล ด้วยยอดวิวสะสมมากกว่า 27,000 ล้านครั้ง อีกทั้งยังเป็นศิลปินหญิงละตินที่มียอดสตรีมสูงที่สุดตลอดกาลบน Spotify

         ล่าสุด Shakira ได้ปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 12 “Las Mujeres Ya No Lloran” ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม พร้อมคว้ารางวัล GRAMMY® สาขา Best Latin Album อัลบั้มนี้สะท้อนถึงความเข้มแข็งและพลังในการก้าวผ่านอุปสรรค รวมถึงพลังของดนตรีที่สามารถเปลี่ยนช่วงเวลาที่ยากลำบากให้กลายเป็นสิ่งล้ำค่า โดยภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังเปิดตัว “Las Mujeres Ya No Lloran” กลายเป็นอัลบั้มที่มียอดสตรีมสูงที่สุดของปี 2024 และได้รับการรับรองระดับ 7x Platinum

         เพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังการเปิดตัวอัลบั้ม Shakira ยังสร้างเซอร์ไพรส์ให้แฟนเพลงกว่า 40,000 คน ด้วยการแสดงสุดตื่นตาที่ Times Square บนเวที TSX Stage ซึ่งถือเป็นผู้ชมมากที่สุดสำหรับการแสดงในไทม์สแควร์ มากกว่างานฉลองปีใหม่เสียอีก

         ในปี 2025 Shakira เปิดตัวเวิลด์ทัวร์สเตเดียม “Las Mujeres Ya No Lloran World Tour” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “ทัวร์ศิลปินฮิสแปนิกที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล” ด้วยรายได้รวม 421.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการแสดง 82 รอบทั่วสหรัฐอเมริกาและลาตินอเมริกา พร้อมผู้ชมรวมมากกว่า 3.3 ล้านคน

         อัลบั้มก่อนหน้าของ Shakira อย่าง “El Dorado” ขึ้นอันดับ 1 บน iTunes ใน 37 ประเทศ พร้อมคว้ารางวัล Best Pop Vocal Album จากเวที Latin GRAMMY® Awards ปี 2017 และรางวัล Best Latin Pop Album จาก GRAMMY® Awards ปี 2018

         ด้วยยอดสตรีมมากกว่า 12,000 ล้านครั้ง “El Dorado” ยังกลายเป็นหนึ่งในอัลบั้มของศิลปินหญิงที่มียอดสตรีมสูงที่สุดตลอดกาล

         ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง เพลง “Shakira: Bzrp Music Sessions, Vol. 53” ได้สร้างประวัติศาสตร์ทั้งบน Spotify ด้วยยอดสตรีมกว่า 14 ล้านครั้ง และบน YouTube ด้วยยอดวิวมากกว่า 52 ล้านครั้ง

         เพลงดังกล่าวเปิดตัวที่อันดับ 9 บนชาร์ต Billboard Hot 100 และถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของ Shakira เพราะเธอกลายเป็นศิลปินหญิงเดี่ยวคนแรกที่เปิดตัวใน Top 10 ของชาร์ตด้วยเพลงภาษาสเปน นอกจากนี้ยังเป็นเพลงภาษาสเปนที่มียอดสตรีมภายในหนึ่งวันที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Spotify อีกด้วย

        ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา Shakira ยังได้รับรางวัล MTV Michael Jackson Video Vanguard Award ในงาน MTV Video Music Awards และได้ขึ้นแสดงเมดเลย์เพลงฮิตตลอดเส้นทางอาชีพอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองรางวัลดังกล่าว

เกี่ยวกับ Burna Boy


         ดามินี เอบูโนลูวา โอกูลู MFR หรือที่ทั่วโลกรู้จักกันในชื่อ Burna Boy คือหนึ่งในศิลปินที่ทรงอิทธิพลและโดดเด่นที่สุดแห่งยุค เขาเกิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1991 ที่เมืองพอร์ต อาร์คอร์ต ประเทศไนจีเรียในครอบครัวที่มีรากฐานด้านดนตรีและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง

        เขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากซิงเกิล “Like to Party” ในปี 2012 ก่อนปล่อยอัลบั้มเปิดตัว “L.I.F.E” ในปี 2013 ตลอดเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา Burna Boy ได้พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นพลังสำคัญของวัฒนธรรมระดับโลก ด้วยสไตล์ดนตรีที่ผสมผสาน Afrobeat, reggae, dancehall, hip-hop และ soul เข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้ขอบเขต

         เขาได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นศิลปินที่ยกระดับดนตรีแอฟริกันสู่เวทีสเตเดียมระดับโลก โดยกลายเป็นศิลปินแอฟริกันคนแรกที่ขึ้นแสดงและขายบัตรหมดที่ London Stadium ต่อหน้าผู้ชมกว่า 60,000 คน รวมถึงขายบัตรหมดในสถานที่ระดับโลกอย่าง Madison Square Garden, Accor Arena และ Stade de France ซึ่งมีผู้ชมมากกว่า 80,000 คน

          การแสดงสดอันทรงพลังของ Burna Boy ทำให้เขาเป็นขาประจำของเทศกาลดนตรีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Coachella, Glastonbury Festival และ Afro Nation ตอกย้ำสถานะในฐานะศิลปินระดับโลกและทูตทางวัฒนธรรม

          ในปี 2021 Burna Boy คว้ารางวัล GRAMMY® สาขา Best Global Music Album จากอัลบั้ม “Twice as Tall” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของดนตรีแอฟริกันบนเวทีนานาชาติ ผลงานของเขายังรวมถึงเพลงฮิตระดับโลกอย่าง “Last Last” รวมถึงรางวัลจาก BET Awards, MOBO Awards และ MTV EMA อีกมากมาย

          ในปี 2025 อัลบั้มสตูดิโอชุดที่ 8 “No Sign of Weakness” ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์อย่างล้นหลาม ตอกย้ำชื่อเสียงของเขาในฐานะหนึ่งในศิลปินร่วมสมัยที่กล้าทดลองและมีความหลากหลายทางดนตรีมากที่สุด

           นอกเหนือจากดนตรี Burna Boy ยังมีอิทธิพลในวงการแฟชั่น งานการกุศล กีฬา และวัฒนธรรมระดับโลก ด้วยภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและความเป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจน เขากลายเป็นบุคคลสำคัญในโลกแฟชั่นลักชัวรีและความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัยของแอฟริกา รวมถึงการปรากฏตัวในงาน Met Gala 2025 ด้วยชุดสั่งตัดพิเศษจากดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ-กานา Ozwald Boateng

         ในเดือนสิงหาคม 2025 Burna Boy ได้ร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ระยะยาวกับ ON แบรนด์สปอร์ตแวร์จากสวิตเซอร์แลนด์ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกและ “Clubhouse President” ซึ่งช่วยขยายอิทธิพลของเขาในโลกดนตรี การเคลื่อนไหว และวัฒนธรรมร่วมสมัย

          เขายังมีบทบาทในกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านโครงการที่สนับสนุนด้านสาธารณสุข การศึกษา การบรรเทาความหิวโหย และการช่วยเหลือชุมชนผู้ด้อยโอกาสทั้งใน Nigeria และในระดับนานาชาติ

          ตลอดเส้นทางการเป็นศิลปิน Burna Boy ยังคงสร้างนิยามใหม่ให้กับดนตรีระดับโลกและอิทธิพลทางวัฒนธรรมของแอฟริกาในแบบฉบับของตัวเอง พร้อมยืนหยัดในฐานะหนึ่งในศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุคสมัยใหม่

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้